หน้าแรก ร่วมงานกับเรา ติดต่อเรา
ภาวะอุตสาหกรรม

ภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขัน

เศรษฐกิจไทยปี 2555 และแนวโน้มปี 2556

จากข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2555 ขยายตัวร้อยละ 6.4 จากการขยายตัวของ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร การก่อสร้าง การขยายตัวของภาคครัวเรือน และการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ส่วนอัตรา เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.0 และมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดร้อยละ 0.7 ของ GDP โดยภาพรวมความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในไตรมาส 4 และ ทั้งปี 2555 เป็นดังนี้

  1. การใช้จ่ายภาคครัวเรือน หลังปรับปัจจัยฤดูกาลแล้ว ขยายตัวจากไตรมาสสามร้อยละ 2.6 และเมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของ ปีก่อน ขยายตัวร้อยละ 12.2 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรก การปรับตัวดีขึ้นของรายได้ภาค ครัวเรือน และเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำเป็นสำคัญ โดย ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งในไตรมาสนี้ขยายตัวสูงถึง ร้อยละ 312.9 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 79.0 ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 77.7 ในไตรมาสก่อน ทั้งปี 2555 การใช้จ่าย ภาคครัวเรือนขยายตัวร้อยละ 6.6
  2. การลงทุนรวม ขยายตัวร้อยละ 23.5 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 15.5 ในไตรมาสก่อน จากการการลงทุนอย่างต่อเนื่องจาก ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 21.7 ตาม การเพิ่มการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรและ การก่อสร้าง ส่วนการลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 31.1 ขยายตัวทั้งการก่อสร้างและเครื่องจักรและอุปกรณ์ เนื่องจากรัฐบาล ได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุน ประกอบกับมีการนำเข้าเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 4 ลำ มูลค่า 23,808 ล้านบาท ทั้งปี 2555 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 13.3
  3. การส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ. มีมูลค่า 56,415 ล้านดอลลาร์ สรอ. (1,730,823 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 18.2 เทียบกับ การหดตัวร้อยละ 3.0 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณการส่งออกหลังปรับปัจจัยฤดูกาลแล้วขยายตัวจากไตรมาสที่สาม ร้อยละ 3.3 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวจากภาวะความซบเซา ของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 25.4 โดยเฉพาะยานยนต์ (ร้อยละ 77.0) เครื่องใช้ไฟฟ้า (ร้อยละ 35.2) และอิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 34.4) ตลาดส่งออกขยายตัว ในทุกตลาด เช่น สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 14.3) สหภาพยุโรป (ร้อยละ 13.4) อาเซียน (ร้อยละ 15.2) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 9.0) ออสเตรเลีย (ร้อยละ 64.9) และจีน (ร้อยละ 9.9) ทั้งปี 2555 การส่งออกสินค้าขยายตัวร้อยละ 3.2
  4. ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 37.4 เทียบกับการหดตัวร้อยละ 1.1 ในไตรมาสก่อน โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยาย ตัวสูงถึงร้อยละ 44.0 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และการผลิตรถยนต์ที่สูงเกินคาดการณ์ รวมทั้งการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแผงวงจรไฟฟ้า สอดคล้องกับอัตราการใช้ กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งปี 2555 ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 7.0
  5. ภาคเกษตรกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.8 ชะลอตัวจากร้อยละ 8.3 ในไตรมาสก่อน ตามการชะลอตัวของผลผลิตข้าวเปลือกนาปี ในขณะที่ผลผลิตยางพารา อ้อย และปศุสัตว์ยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าเกษตรสำคัญลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ราคาปาล์มน้ำมัน และยางพารา เนื่องจากปริมาณสินค้าคงคลังสูง และตลาดโลกยังอยู่ในภาวะซบเซา ส่งผลให้รายได้ เกษตรกรลดลงร้อยละ 3.0 ทั้งปี 2555 ภาคเกษตรขยายตัวร้อยละ 3.1
  6. สาขาโรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวร้อยละ 25.4 เร่งขึ้นจากร้อยละ 7.0 ในไตรมาสก่อน ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่สูงเป็น ประวัติการณ์ถึง 6.3 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3 ทั้งปี 2555 สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวร้อยละ 11.5 มีจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 22.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.0
  7. ภาคการก่อสร้าง ขยายตัวร้อยละ 14.1 เร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 9.8 ในไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากการขยายตัวของการก่อสร้าง ภาครัฐและการก่อสร้างภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงร้อยละ 27.1 และ 10.6 ตามลำดับ สอดคล้องกับปริมาณการจำหน่าย ปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์เหล็กที่เพิ่มขึ้น ทั้งปี 2555 ภาคการก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 7.8
  8. ภาคการค้าส่งค้าปลีก ขยายตัวร้อยละ 7.6 เร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 4.0 ในไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในช่วงอุทกภัย ปี 2554 และการขยายตัวสูงของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะยานยนต์ การก่อสร้าง อาหาร และเชื้อเพลิง ที่มีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ตลาดแรงงานที่อยู่ ในเกณฑ์ดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมทั้งดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทั้งปี 2555 ภาคการ ค้าส่งค้าปลีกขยายตัวร้อยละ 5.2

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2556 เศรษฐกิจไทยในปี 2556 ยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในเกณฑ์ดีแม้ว่าจะชะลอตัวลงจากการขยายตัวสูงในปี 2555 อุปสงค์ภาคต่างประเทศมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ในขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการลดลงของแรงส่ง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและแรงส่งจากรายจ่ายเพื่อการฟื้นฟูและบูรณะประเทศเสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งด้าน เสถียรภาพราคาและดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทยังอยู่ภายใต้แรงกดดันของการแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

ในปี2555 แรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสุทธิอยู่ในเกณฑ์ต่ำเนื่องจากการผลิตและการส่งออกภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากภาวะ น้ำท่วม รวมทั้งได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่การนำเข้าเร่งตัวขึ้นตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อ ทดแทนความเสียหายจากภาวะอุทกภัยและการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อฟื้นฟูภาคการผลิตและการบูรณะประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แรงขับเคลื่อน ทางเศรษฐกิจจากการส่งออกสุทธิลดลง อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม การปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก และการลดลง ของความต้องการนำเข้าเพื่อฟื้นฟูบูรณะประเทศคาดว่าจะทำให้การส่งออกสุทธิมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศในปี 2556 มีแนวโน้มลดลง อุปสงค์ในประเทศมีบทบาทสูงในการขับเคลื่อนการขยายตัว ทางเศรษฐกิจในปี2555 โดยเฉพาะการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการใช้จ่ายเพื่อทดแทนความเสียหาย จากภาวะน้ำท่วมภายใต้มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยของภาครัฐ รวมทั้งมาตรการภาษีรถยนต์คันแรกซึ่งส่งผลให้ ยอด จำหน่ายรถยนต์ในปี 2555 สูงถึง 1,248,346 คัน เทียบกับ 719,239 คัน และ 661,694 คันในปี 2553 และ 2554 ตามลำดับ ดังนั้นการลดลงของแรง ส่งจากการบริโภคเพื่อทดแทนความเสียหาย จากภาวะน้ำท่วมและการลดลงของแรงส่งจากมาตรการรถยนต์คันแรก มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้การใช้จ่าย ภาคครัวเรือนในปี 2556 ชะลอตัวลง ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการลดลง ของแรงส่งจากรายจ่ายลงทุนเพื่อการฟื้นฟู ภาคการผลิต

แม้กระนั้นก็ตาม อุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การปรับตัวดีขึ้น ของรายได้ภาคครัวเรือนตามการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั่วประเทศ ในขณะที่การฟื้นตัวของภาคการผลิตส่งผลให้อัตรา การว่างงานอยู่ในระดับต่ำ (2) การปรับตัวดีขึ้นของราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว (3) อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และ (4) มาตรการ สนับสนุนค่าครองชีพและการลดภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา เช่นเดียวกับการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังมี ปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวสูงของมูลค่า การขอรับการส่งเสริม การลงทุนในปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่ายังมีบริษัทต่างชาติให้ความสนใจ ที่จะเข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจไทยในปี 2556 มีแนวโน้มที่ปรับตัวเข้าสู่อัตราการขยายตัวปกติตามการฟื้นตัวของกำลังการผลิต ในประเทศและการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลกซึ่งทำให้ความจำเป็นในการพึ่งพามาตรการกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้นลดลง อย่างไรก็ตามสภาพคล่องส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจโลกมีแนว โน้มที่จะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินและเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีซึ่งเศรษฐกิจโลก มี แนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นและการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ในขั้วเศรษฐกิจหลักมีความชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี จึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่ม ศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลดแรงกดดันด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เกิดจากสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดโลก โดยเฉพาะ

  1. การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีการเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินในภูมิภาคและประเทศที่ เป็นคู่แข่งขันด้านการส่งออกที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีซึ่งแรงกดดันจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
  2. การดูแลรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการดูแลให้ราคาสินค้าหลักมีการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของ อัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง และวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุนและราคาสินค้า รวมทั้งป้องกันความผันผวนในตลาดสำคัญ ที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดอสังหาริมทรัพย์
  3. การบริหารจัดการให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบจากการลดลงของแรงส่งจากมาตรการภาษีรถยนต์คันแรก โดยเฉพาะ การเร่งรัดผลักดันการส่งออกในตลาดสำคัญๆ การเร่งรัดให้ เม็ดเงินที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาให้ สามารถดำเนินโครงการลงทุนได้โดยเร็ว ตลอดจนการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีแรงต้านจากฐานการขยายตัวที่สูงผิดปกติ
  4. การเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบให้กับ SMEs โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจาก การแข็งค่าของเงินบาท การเพิ่มขึ้น ของต้นทุนค่าแรง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรป รวมทั้ง การสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการแก้ไขปัญหาให้กับ SMEs
  5. การเร่งรัดโครงการลงทุนภายใต้แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการเร่งรัดแผนการพัฒนา พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว รวมทั้งการเร่งรัดแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านการค้าการลงทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการของระบบเศรษฐกิจโดยภาพรวม

ภาวะและแนวโน้มของอุตสาหกรรม

1. งานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า

จากการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย จากแผน PDP 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 2 เป็นแผน PDP 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3 ซึ่งครอบคลุมการพัฒนากำลังการผลิตในช่วงปี 2555 - 2573 โดยมีการปรับปรุงการพยากรณ์ ความต้องการไฟฟ้าให้สอดคล้องกับประมาณการทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามแผนการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน เช่น การพัฒนาระบบราง อันได้แก่ โครงการรถไฟฟ้า 10 สายหลักในกรุงเทพฯ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย ด้านพลังงานของรัฐบาล เช่น ส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมพลังงานสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน พลังงานและพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานของภูมิภาค รวมถึงเพิ่มนโยบายการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทในการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในระยะเวลา 20 ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไฟฟ้าได้ใช้แผนดังกล่าวเป็นแนวทาง ในการวางแผนทางธุรกิจ ซึ่งสาระสำคัญของแผน PDP 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3 โดยสรุป ดังนี้

a. ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะใช้ค่าพยากรณ์เศรษฐกิจไทยระยะยาวกรณีฐานมาจัดทำ ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าเพื่อจัดทำแผน PDP 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3 โดยค่าพยากรณ์ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดสิ้นปี 2573 จะลดลงจากค่า พยากรณ์ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดที่ใช้จัดทำแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 จำนวน 634 เมกะวัตต์ และในปี 2573 ค่าพยากรณ์ความ ต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดเท่ากับ 52,256 เมกะวัตต์

ตารางค่าพยากรณ์ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด และพลังงานไฟฟ้าสูงสุด

ปี กรณี High
พลังไฟฟ้าสูงสุด พลังงานไฟฟ้าสูงสุด
MW เพิ่ม Gwh เพิ่ม
MW % Gwh %
2009(2552)
22,155
-
-
146,280
-
-
2010(2553)
24,174
-
-
161,350
-
-
2011(2554)
24,070
-
-
160,706
140
0.1
2012(2555)
26,355
999
3.9
175,089
4,683
2.7
2013(2556)
27,443
630
2.3
183,283
4,286
2.4
2014(2557)
28,790
321
1.1
191,630
2,259
1.2
2015(2558)
30,231
-
-
200,726
-
-
2016(2559)
31,809
-
-
210,619
-
-
2017(2560)
33,264
-
-
219,616
-
-
2018(2561)
34,593
-
-
227,760
-
-
2019(2562)
35,869
-
-
236,408
-
-
2020(2563)
37,326
-
-
246,164
-
-
2021(2564)
38,726
-
-
255,591
-
-
2022(2565)
40,134
-
-
265,039
-
-
2023(2566)
41,567
-
-
274,672
-
-
2024(2567)
43,049
-
-
284,640
-
-
2025(2568)
44,521
-
-
294,508
-
-
2026(2569)
46,003
-
-
304,548
-
-
2027(2570)
47,545
-
-
314,925
-
-
2028(2571)
49,115
-
-
325,470
-
-
2029(2572)
50,624
-
-
335,787
-
-
2030(2573)
52,256
-
-
346,767
-
-

ที่มา : คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

b. ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของประเทศไทย

  • กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15
  • การใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่หลากหลายเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ
    • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ภายในปี 2573 ประเทศไทยจะมีการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพิ่มขึ้นจากไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 เป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ดังนั้น กำลังผลิตไฟฟ้าพึ่งได้จากพลังงานหมุนเวียนปี 2555 2573 ในแผน PDP 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3 จะเพิ่มขึ้นเป็น 9,516 เมกกะวัตต์ โดยจะพิจารณาจากปริมาณ กำลังการผลิตไฟฟ้าของ VSPP และ SPP ประเภท Firm ที่ยื่นเสนอขายจริงและมีความพร้อม และปริมาณกำลัง ผลิตไฟฟ้าตามโครงการพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. โดยปริมาณกำลังผลิตทั้งหมดข้างต้นได้มีการพิจารณาศักยภาพ เชี้อเพลิงและการพัฒนาเทคโนโลยี่ในอนาคตด้วยแล้วจากนั้นนำไปคำนวณกับสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าพึ่งได้ของ เชื้อเพลิงแต่ละประเภท
    • การรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน บรรจุโครงการที่มีความชัดเจนในอนาคตที่มีการลงนาม Tariff MOU แล้ว เช่น โครงการหงสาลิกไนต์ โครงการมายกก โครงการน้ำงึม 3 และในอนาคตกำหนดให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจาก ประเทศเพื่อนบ้าน (2 ประเทศ) ในสัดส่วนลดลงจากไม่เกินร้อยละ 25 ของกำลังการผลิตทั้งหมดเป็นร้อยละ 15 ของกำลังการผลิตทั้งหมด
    • การจัดหาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ พิจารณากำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ใน สัดส่วนลดลงคงเหลือไม่เกินร้อยละ 5 จาก ไม่เกินร้อยละ 10 ของกำลังผลิตทั้งหมดในระบบ
    • การจัดหาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน พิจารณาให้มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเท่าที่จำเป็นหลังจากมีการ พิจารณาทางเลือกเชื้อเพลิงอื่นดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทั้งนี้กำหนดให้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคตเป็นโรงไฟฟ้าที่ ใช้เทคโนโลยี่ถ่านหินสะอาด (Clean Coal Technology) เพื่อช่วยลดภาวะที่เกิดจากการเผาไหม้ ลดปริมาณก๊าซ เรือนกระจก
    • การพัฒนาพลังงานสะอาด และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
    • ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ให้บรรจุอยู่ในแผนจัดหาไฟฟ้าและสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงาน หมุนเวียน 15 ปี
    • ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบ Cogeneration ให้สอดคล้องกับการดำเนินการรับซื้อไฟฟ้าที่มี ความชัดเจนแล้ว และสอดคล้องกับมติ กพช. เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ซึ่งกำหนดให้ปี 2558 - 2564 มีการ รับซื้อไฟฟ้าจาก SPP ระบบ Cogeneration ประเภท Firm ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ และในปี 2565 -2573 ให้มี ปริมาณ SPP ระบบ Cogeneration เพิ่มขึ้นปีละ 360 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ ผู้ผลิตไฟฟ้า Cogeneration ขนาดเล็กที่ไม่ใช่ ประเภท Firm จะรับซื้อโดยไม่กำหนดระยะเวลาและปริมาณ
    • ปรับลดปริมาณการปล่อย CO2 จากภาคการผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม แผน PDP 2010 ได้กำหนดเป้าหมายลด ปริมาณการปล่อย CO2 ต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าในปี 2563 ให้อยู่ในระดับ 0.387 kg CO2 / kWh และหลังจากนั้น จะควบคุมอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ให้สูงขึ้น ทั้งนี้ปริมาณการปล่อย CO2 ต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้า ในปี 2552 เท่ากับ 0.546 kg CO2 / kWh

สรุปรายละเอียด แผน PDP 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3 (2555-2573)

กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ในช่วง ปี 2555- 2573 เพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตติดตั้ง ณ เดือนธันวาคม 2554 จำนวน 55,065 เมกะวัตต์ เพื่อ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

(หน่าย: เมกะวัตต์)
  PDP 2010 Rev.2 PDP 2010 Rev.3
กำลังผลิตไฟฟ้า ณ ธันวาคม 2554
32,744
32,629
กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ในช่วงปี 2555-2573
53,874
55,065
กำลังผลิตไฟฟ้าที่ปลดออกจากระบบ ในช่วงปี 2555-2573
-17,061
-16,847
รวมกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้นถึงปี 2573
69,557
70,847

ที่มา : คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในปี 2555 -2573 แยกตามประเภทโรงไฟฟ้า ดังนี้

(หน่วย: เมกะวัตต์)
ประเภทโรงไฟฟ้า PDP 2010 Rev.2 PDP 2010 Rev.3
โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
4,433
9,516
โรงไฟฟ้าระบบ Cogeneration
8,319
6,374
โรงไฟฟ้าความร้อนร่วม (ก๊าซธรรมชาติ)
18,400
25,451
โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด
7,740
4,400
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
4,000
2,000
โรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส
-
750
รับซื้อจากต่างประเทศ
10,982
6,572

ที่มา : คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

เปรียบเทียบผลการจัดหาพลังงานไฟฟ้า ปี 2573 ตาม แผน PDP 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3

(หน่วย: เมกะวัตต์)
ประเภทโรงไฟฟ้า PDP 2010 Rev.2 PDP 2010 Rev.3
ปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (%)
16.0%
16.1%
CO2 Emission (kg/kWh)
0.3864
0.3826
สัดส่วนกำลังผลิต
- ก๊าซธรรมชาติ
47%
54%
- ถ่านหิน
16%
11%
- ซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ
18%
12%
- พลังงานหมุนเวียน
6%
14%
- นิวเคลียร์
6%
3%
- พลังน้ำ
7%
6%
สัดส่วนโรงไฟฟ้า
- กฟผ.
49%
43%
- IPP
14%
21%
- SPP และ VSPP
13%
11%
- นำเข้าจากต่างประเทศ
18%
12%
- ไม่ระบุเจ้าของ
6%
13%

ที่มา : คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

การดำเนินนโยบายของภาครัฐนอกจากการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมแล้ว รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการจัดการด้าน พลังงาน โดยกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ ซึ่งในส่วนของไฟฟ้าได้วางแผนพัฒนาไฟฟ้าให้มีการกระจายชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ เพื่อลดความ เสี่ยงด้านการจัดหา ความผันผวนทางด้านราคา และลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะโครงการ ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กและโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก รวมทั้งศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆมาใช้ประโยชน์ในการผลิต ไฟฟ้า พร้อมทั้งดำเนินการให้นโยบายด้านพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ โดยสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนโดยเฉพาะการพัฒนา เชื้อเพลิงชีวภาพและชีวมวลส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ ทั้งลม แสงอาทิตย์ พลังน้ำ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ ส่งเสริมการ จัดหาและการใช้พลังงานที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำหนดมาตรฐานด้านต่างๆ รวมทั้งส่งเสริม ให้เกิดโครงการกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการด้านพลังงาน และส่งเสริมให้นโยบายด้านพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับสนับสนุน การผลิตและการใช้พลังงานทดแทนส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ทั้งลม แสงอาทิตย์ พลังน้ำ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังงานจากขยะ ในการผลิตไฟฟ้า ก็ จะเป็นที่มาของการเพิ่มการลงทุนในงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกลอย่างมากในอนาคตซึ่งบริษัทยังคงมีศักยภาพในการเข้า ร่วมเสนอราคา งานระบบสายส่ง 115-500 เควี งานระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้าย่อย ระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดันขนาดกลางและต่ำ การเปลี่ยนแปลงระบบ สายอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน รวมถึงงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นการลงทุนระดับ SPP และ VSPP ตามนโยบายที่ ภาครัฐได้เน้นให้ดำเนินการ